Ads 468x60px

วันศุกร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2556

โฮมสเตย์ในบางคลองร้อยสาย

ภาพที่แนบมาภาพที่แนบมา


ที่ตั้ง เลขที่ 49 หมู่ 5 ตำบลบางชนะ อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฏร์ธานี ห่างจากตัวเมืองประมาณ 10 กิโลเมตร ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 10 นาที มีบ้านพักทั้งหมด 5 หลัง สามารถรับนักท่องเที่ยวได้ประมาณ 40 คน

จุดเด่น สัมผัสบรรยากาศร่มรื่นริมคลอง ล่องเรือชมหิ่งห้อยสองฝั่งแม่น้ำยามค่ำคืน เจ้าของบ้านต้อนรับด้วยอัธยาศัยไมตรี สามารถท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี ในปัจจุบันสามารถต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ

ภาพที่แนบมาภาพที่แนบมา


การเดินทาง การเดินทางโดยรถยนต์ จากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางสายธนบุรี-ปากท่อ(ทางหลวงหมายเลข 35 ) จากนั้นใช้ทางหลวงหมายเลข 4 โดยผ่านจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร แล้วเข้าสู่เทางหลวงหมายเลข 41 จนถึงสุราษฏร์ธานี แล้วเข้าซอยศรีวิชัย 26 ตรงไปเรื่อยแล้วจะถึงบ้านพักโฮมสเตย์ และทางเรือลงทางท่าหลังเขื่อนแม่น้ำตาปี เจ้าของบ้านพักโฮมสเตย์จะนำเรือมารับที่ท่าเรือ ซึ่งก่อนการเดินทางเข้าพักสามารถโทรสอบถามข้อมูล และรายละเอียดก่อนการเดินทางกับชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวคลองร้อยสายน้ำตาปี

ภาพที่แนบมาภาพที่แนบมา


การเดินทางโดยรถสารประจำทาง บริษัทขนส่ง จำกัด เปิดบริการเดินรถระหว่างกรุงเทพฯ- สุราษฎร์ธานี ทุกวันใช้เลาในการเดินทาง 11 ชั่วโมง รถออกจากสถานีขนส่งสายใต้ ถนนราชชนนีรายละเอียดติดต่อโทร. 02-434-5557-8 (รถธรรมดา) และ 02-435-1199,02-435-1200 (รถปรับอากาศ)
กิจกรรมของโฮมสเตย์
การท่องเที่ยวกลางวัน
- สัมผัสวิถีชีวิตของชาวคลองร้อยสายชมการสาธิตการจักรสานงานหัตถกรรม
- นมัสการจากหลวงพ่อข้าวสุก ณ วัดบางใบไม้
- ชิมขนมจากแสนอร่อย และฝึกทำขนมจาก
- อร่อยกับมะพร้าวน้ำหอมและผลไม้นานาชนิดสดจากสวน
- ประทับใจกับลิงแสนรู้ของศูนย์สาธิตการฝึกลิงเพื่อการเกษตร
- เลือกชมและซื้อผลิตภัณฑ์สินค้า OTOP ที่ผลิตจากชุมชน
- เรียนรู้วิถีชีวิตของประมงพื้นบ้าน ด้วยการหาปลาในแม่น้ำตาปี
- ล่องเรือชมปากแม่น้ำตาปี – สักการะกรมหลวงชุมพรอุดมศักดิ์ – ชมป่าชายเลน
การท่องเที่ยวกลางคืน
- นั่งเรือชมหิ่งห้อยนับล้านตัวที่ต้นลำพูสองฝั่งแม่น้ำตาปี
อัตราค่าบริการ
ค่าที่พัก 100 บาท / คน / คืน
ค่าอาหาร 50 บาท / คน / มื้อ
ค่าเรือในการนั่งชมหิ่งห้อย(6 คน) 300 บาท / ลำ
ติดต่อได้ที่
นายพานุ ชำนาญเมือง ประธานชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวคลองร้อยสายน้ำตาปี
ที่อยู่: 49 หมู่ 5 ต.บางชนะ อ. เมือง จ. สุราษฎร์ธานี 8400
โทร: 077–205323, 08–6267-6695

ที่มา : http://www.siamfreestyle.com/forum/index.php?showtopic=1560

ชมหิ่งห้อยที่สุราษฎร์ธานี

  • ชมหิ่งห้อยที่สุราษฎร์ธานี

    กิจกรรมล่องเรือชมหิ่งห้อย แม่น้ำตาปี เกาะลำพู และคลองร้อยสาย
    จ.สุราษฎร์ธานีเป็นบริเวณเดียวกับแข่งเรือยาวในเทศกาลชักพระ

    ในบริเณนี้ ในยามค่ำคืนมีหิ่งห้อยให้ชมป็นระยะทางยาวไปตาม
    ริมน้ำที่เงียบสงัด ถ้าเป็นในคืนเดือนมืด มิใช่ลำน้ำที่มืดมิด ท้องฟ้า
    ก็มืดสนิทไปด้วย แต่ทว่าเต็มไปด้วยดวงดาว ที่ส่องแสงแข่งกับ
    หิ่งห้อยที่ภาคพิ้นดิน ถ้าใครโชคดีจะได้เห็นดาวตกอีกด้วย เป็น
    ค่ำคืนที่งดงามจริงๆ ได้ชมหิ่งห้อยแบบใกล้ชิดติดตา และชมดาว
    เต็มท้องฟ้าไปพร้อมกัน โชคดี 3 ต่อ เพราะเห็นดาวตกด้วย
    เรือทีพาชมหิ่งห้อยเป็นเรือยนต์ เข้าไปใกล้หิ่งห้อยกันสักนิดก็จะเบา
    เครื่องลงให้นักท่องเที่ยวได้ยลโฉมหิ่งห้อยตัวน้อยได้อยางใกล้ชิด
    ขนาดจะจับต้องมันได้ ก็มิได้เพราะแม้แต่ถ่ายรูปก็ไม่อนุญาต เพราะ
    เกรงว่าแสงแฟสชจะไปรบกวนหิ่งห้อย หิ่งห้อยที่นี่มีมากสามารถมอง
    จากระยะไกลๆ



    วงจรชีวิตของหิ่งห้อย

    หิ่งห้อยหรือคนโบราณเรียก ทิ้งถ่วง เป็นแมลงชนิดเดียวกับ ด้วง
    พิเศษสุดมีแสงที่บั้นท้าย (lighting bug) ทั่วโลกมีประมาณ 2000ชนิด
    ในประเทศไทยพบมากบริเวณแหล่งน้ำนิ่ง และที่มีน้ำสะอาดและระบบ
    นิเวศที่อุดมสมบูรณ์ หิ่งห้อยจึงเป็นตัวบ่งชี้ถึงระบบนิเวศได้เป็นอย่างดี



    การกะพริบแสงของหิ่งห้อยในยามค่ำคืน ก็เพื่อส่งสัญญาณ รักให้กัน
    และสื่อสารกัน เมือผสมพันธุ์แล้ว ตัวเมียจะไปวางไข่ในที่ชื้น หิ่งห้อย
    ตอนเป็นเด็ก จะเป็นตัวหนอนและเป็นดั๊กแด้ เมื่อโตเต็มวัยจะมีลำตัว
    ประมาณ 2.25 เซนิเมตร ลำตัวเป็นทรงกระบอก ส่องแสงที่ปลายสุด
    ของตัว วงจรชีวิตหิ่งห้อยประมาณ 3- 12 เดือน ขึ้นอยู่กับพันธุ์ของ
    หิ่งห้อยแต่ละชนิด
    แสงของหิ่งห้อยหรือทิ้งถ่วง เกิดจากสารลูซิเฟอริน (Luciferin) ที่อยู่ใน
    ตัวหิ่งห้อย ทำปฏิกิริยากับออกซิเจน มีเอนไซม์ลูซิเฟอเรส (Luciferase)
    เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา และมีสารอดีโนซีนไตรฟอสเฟต (Adenosine
    Triphosphate,ATP) เป็นตัวให้พลังงานทำให้เกิดแสง



    หิ่งห้อยกะพริบแสงตลอดเวลา สมัยโบราณคนจีน,คนญี่ปุ่น
    และคนบราซิลนำหิ่งห้อยประมาณ 6 ตัวใส่ขวดไว้ สามารถ
    ให้แสงสว่างแทนตะเกียงได้ ในเวลากลางคืน
    หากมีโอกาสไปเที่ยวสุราษฎร์ธานีแวะไปชมหิ่งห้อยที่นี่
    ไม่ผิดหวังแน่นอน อาจจะได้ชมหิ่งห้อยเยอะกว่าที่อื่น

ตลาดน้ำบ้านดอน

ตลาดน้ำบ้านดอน จ.สุราษฎร์ธานี (เมืองร้อยเกาะ เงาะอร่อย หอยใหญ่ ไข่แดง แหล่งธรรมะจ๊ะ) ซึ่งเปิดเฉพาะวันอาทิตย์ มีร้านค้ามาก ส่วนมากแล้วก็จะเป็นอาหาร มีมากมายหลากหลายชนิด อาทิเช่น ขนมพื้นบ้าน ของทอด ต้ม ปิ้งย่าง ผัดไทยไชยา ข้าวหลามน้ำรอบ ขนมโค ขนมจากเป็นต้น และยังมีลานนั่งเล่น โดยได้บรรยากาศการทานอาหารริมแม่น้ำ ในช่วงเวลาพลบค่ำ แสงพระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า ซึ่งตลาดนัด-ตลาดน้ำ บ้านดอน แห่งนี้มีรูปแบบภายใต้แนวคิด “บ้านดอนย้อนยุค” รวมของดีพื้นบ้าน ศิลปวัฒนธรรมของชาวใต้ มีการแสดงและการละเล่นที่น่าสนใจและหาชมได้ยากในสมัยนี้

หลวงพ่อข้าวสุก วัดบางใบไม้

หลวงพ่อข้าวสุก วัดบางใบไม้
     หลวงพ่อข้าวสุก ได้สร้างจากข้าวสุกเสกคาถาที่เหลือก้นบาตรวันละนิด โดยหลวงพ่อขำ อดีตเจ้าอาวาสวัดบางใบไม้ สมัยรัตนโกสินตอนต้น ซึ่งท่านสร้างขึ้นเพื่อขับไล่ภูตผี สิ่งชั่วร้าย เพราะชาวบ้านสมัยนั้นเชื่อว่ามีโรคห่าที่มาเอาชีวิตชาวบ้าน และหลังจากนั้นก็มีคนปั้นข้าวสุกพอก สร้างต่อเติมองค์หลวงพ่อข้าวสุกเรื่อยมาจนองค์ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เลยละ จนท้ายสุด มีการหล่อทองแดงหุ้มองค์หลวงพ่อข้าวสุกในปางสมาธิเพื่อกันมด กันแมลงที่มากัดกินข้าว หลวงพ่อข้าวสุก มีลักษณะที่ดูแปลกตากว่าพระพุทธรูปปางสมาธิทั่วไป เพราะมีลักษณะหลังโค้งงอไปข้างหน้า เนื่องจากหลวงพ่อองค์ในที่เป็นข้าวสุกมีลักษณะเช่นนี้ เพราะถูกพอกข้าวสุกสร้างองค์ต่อเติมมาเรื่อยๆ ซึ่งถึงบัดนี้หลวงพ่อข้าวสุกท่านมีอายุได้ 100 กว่าปีแล้ว นอกจากนี้ หลวงพ่อข้าวสุก บางครั้งเขียนสะกดอีกแบบหนึ่งว่า “หลวงพ่อข้าวสุข” โดยมีความเชื่อว่า ข้าว แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ความเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ ส่วนคำว่า สุข หมายถึง ความอยู่เย็นเป็นสุข ปราศจากทุกโศกโรคภัย ทั้งหลายทั้งปวง


ศาลหลักเมือง จ.สุราษฎร์ธานี

ศาลหลักเมืองสุราษฎร์ธานีสร้างขึ้น เพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายเป็นพระราชสักการะและเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในมหามงคลวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงครองสิริราชสมบัติ ครบ 50 ปี ในวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2539 และเพื่อความเป็นศิริมงคล เป็นหลักชัยละมิ่งขวัญรวมทั้งเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนชาวจังหวัดสุราษฎร์ธานี ออกแบบโดยคณะช่างจากกรมศิลปากร ด้วยการเน้นรูปลักษณ์ที่เป็นสถาปัตยกรรมท้องถิ่นเดิม ที่ได้รับอิทธิพลมาจาก ลังกา ชวา และ เขมรสมกลมกลืนกัน มีรูปแบบตามตามศิลปกรรมศรีวิชัย
สำหรับรูปทรงของศาลนั้นได้สร้างเป็นทรงสี่เหลี่ยมจัตุรมุขย่อมุม มณฑปสร้างเป็นเจดีย์องค์ประธาน มียอดฉัตร 5 ชั้น ถัดลงมาเป็นหลังคาซ้อนเป็นชั้นมณฑปลดหลั่นลงมาจำนวน 4 ชั้น แต่ละชั้นมีเจดีย์องค์บริวาร หลังคามีฐานสี่เหลี่ยมขนาดสูง 5.10 เมตร กว้าง 2.10 เมตร ตกแต่งด้วยลายปูนปั้นแบบศรีวิชัย ทาสีทอง ปั้นก่อบัวลวดลายบนกลีบขนุนทั้ง 4 ด้าน และได้อัญเชิญเครื่องหมายตราสัญลักษณ์ฉลองราชสมบัติครบ 50 พรรษา ประดับไว้ทั้ง 4 ด้าน
ศาลหลักเมืองสุราษฎร์ธานีตั้งอยู่ใจกลางเมืองใกล้กับแม่น้ำตาปีใกล้ๆกับถนนตลาดใหม่ซึ่งเป็นที่รู้จักและเป็นแหล่งซื่อขายสินค้า และเมื่อข้ามสะพานไปฝั่งตรงข้ามแม่น้ำซึ่งอยู่ใกล้กับศาลหลักเมือง มีร้านอาหารพร้อมด้วยลานเบียร์ซึ่งมีบรรยากาศดีไม่เลวทีเดียว
     

ที่มา : http://primethai.com/thaiblog/?p=219

วันพุธที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2556

วีดีโอ

วิถีชีวิต

           ชุมชนในบาง มีคลองนับร้อยสาย จึงใช้การสัญจรทางน้ำ เรือพาย เรือแจว เรือหางยาว มีผู้คนอาศัยอยู่ 2 ฝั่งคลอง มีต้นจาก สวนมะพร้าว เป็นเอกลักษณ์ดั้งเดิม ลักษณะบ้านเรือนเป็นบ้านใต้ถุนสูง สร้างด้วยไม้ ทรงไทย และทรงปั้นหยาการติดต่อสัมพันธ์ในชุมชนใช้เส้นทางผ่านคลองน้อยคลองใหญ่ ลักษณะชุมชนมีศูนย์กลางเป็นสวน และมีแม่น้ำตาปีไหล ผ่านล้อมรอบหล่อเลี้ยงชีวิต ผู้คนและสิ่งมีชีวิตต่างๆ ด้วยกัน จึงขนานนามว่า "คลองร้อยสาย" ชุมชนแห่งนี้ยังคงรักษาเอกลักษณ์วิถีไทยและความเป็นชนบทในตัวเมือง ชาวบ้านมีไมตรีจิต นิสัยโอบอ้อมอารีและจริงใจ มีความพร้อมที่จะต้อนรับ ผู้มาเยือน เป็นพื้นที่ซึ่งมีศักยภาพในการท่องเที่ยวสูง นำชมวิถีชีวิตชาวประมงและชาวสวน การสาธิตลิงขึ้นต้นมะพร้าว เลือกซื้อสินค้าหัตถกรรม ชิมขนมจากที่แสนอร่อย นมัสการหลวงพ่อข้าวสุกพระซึ่งปั้นจากข้าวก้นบาตร อันเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวคลองร้อยสายซึ่งนับถือศาสนาพุทธ บ้านโบราณขุนประชันศึกประชิดอายุกว่า 200 ปี ในยามค่ำคืนชมหิ่งห้อยนับล้านตัวที่ส่องแสงระยิบระยับประดุจแสงไฟประดับต้นคริสต์มาสได้ตลอดทั้งปี การประกอบอาชีพของชุมชน ได้แก่ การประมง ทำสวนและการท่องเที่ยว